 |
| |
|
| |
 |
| |
วิถี แห่ง Eco-Product หรือ "ผลิตภัณฑ์สีเขียว" เป็นที่ยอมรับ และขยับความต้องการเพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก ผู้ประกอบการไทยจะมัวทำเมินเฉยก็คงตกขบวน ได้เวลาสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้ธุรกิจ เรียกว่า ใส่ใจกันตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และกำจัดซากหลังใช้งาน เพื่อเป็นแต้มต่อสำคัญในการ "รุกคืบ" สู่ตลาดอินเตอร์
"ดร.กิตตินันท์ อันนานนท์" หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (XCEP) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดมุมมองผู้ประกอบการหัวใจรักษ์โลก ในเวทีสัมมนา "นวัตกรรมการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก" ในงาน BOI FAIR 2011 ที่ผ่านมา
ธุรกิจในอดีตเราอาจจะเชื่อในเรื่อง "Growth development" เรียกว่าเน้นแต่การพัฒนาเพื่อเพิ่มตัวเลขผลกำไร ทว่าในปัจจุบัน กระแสของการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ "Sustainable development" เข้ามาเปลี่ยนมุมมอง และความเชื่อเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง
การดำเนินธุรกิจยุคนี้ต้องให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน คือ ผลกำไร (Economy) , สิ่งแวดล้อม (Ecology) และ สังคม (Society) ที่หลายคนเชื่อว่า นี่ต่างหาก คือ "หัวใจ" ของความอยู่รอดและยั่งยืนของธุรกิจอย่างแท้จริง
"อดีตตลาดเป็นของผู้ผลิต ผลิตอะไรมาก็ขายได้ ผู้บริโภครอซื้ออย่างเดียว แต่ตลาดเวลานี้เป็นของผู้บริโภค ผู้บริโภคมีพลังมาก ชักนำตลาดได้ และเป็นผู้ขับเคลื่อนตลาด ทำให้เกิดการพัฒนาสินค้าที่ตอบสนองผู้บริโภคเป็นหลัก"
ดร.กิตตินันท์ ฉายภาพธุรกิจในอดีต และวิธีคิดที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ที่ยังรวมถึงการกระโดดจากการแข่งขันเรื่องราคา ต้นทุน มาลงแข่งกันด้วยคุณภาพและการสร้างแบรนด์ เวลาเดียวกับที่มีการกีดกันทางการค้าด้วยประเด็นด้านความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องผู้คนและโลก
"ความเชื่อถือได้ มั่นใจในผลิตภัณฑ์และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เป็นกระแสที่ค่อนข้างแรงในปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงแง่มุมอื่นๆ เช่น เรื่องของสิทธิมนุษยชน อย่างการไม่ใช่แรงงานเด็กเป็นต้น"
บวกกับกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ในการส่งสินค้าไปยังตลาดโลก ที่เข้มงวดมากขึ้นทุกวัน โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสกัดกั้นสินค้า อย่าง "EUP" (Energy Using Products) การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นสินค้าทุกชนิดที่ต้องอาศัยพลังงานในการทำงาน โดยคำนึงถึงผลต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์
"ตลาดโลกมีความเข้มงวดมาก อย่างการที่เราจะส่งสินค้าไปในกลุ่มประเทศยุโรป เขาจะมีกฎระเบียบต่างๆ ออกมาเยอะมาก เรียกว่าดูกันตั้งแต่กระบวนการผลิต จนกระทั่งคนใช้สินค้าและทิ้งมันไป ตลอดจนการรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องตลอด ผู้ที่ทำตลาดส่งออกจึงต้องติดตามเรื่องพวกนี้มากขึ้น"
เขาบอกเราว่า หลายครั้งที่ความผิดพลาด อาจไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของผู้ผลิต เช่น ผลิตสินค้าแต่สั่งแพ็คเกจจิ้งมาจากซัพพลายเออร์ ซึ่งเผลอใช้หมึกพิมพ์ที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม หรือมีสารบางอย่างเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ ก็อาจถูกปฏิเสธยกล็อต ได้ง่ายๆ
"การดีไซน์ผลิตภัณฑ์จึงต้องคิดกันตั้งแต่แรก ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการทำลายหลังการใช้งาน สินค้านี้จะมีกระบวนการผลิตอย่างไรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไปสู่การรีไซเคิล ย่อยสลายอย่างไรต่อไป กระบวนการผลิตดั้งเดิม ที่ละเลยเรื่องพวกนี้ อนาคตจะลำบาก"
กระบวนการคิดตั้งแต่ต้นทางนี้ ยังช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ด้วย เรียกว่าส่งผลดีทั้งกับ ธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สอดรับวิธีคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน
มีความตั้งใจดี และมีกระบวนการทำงานที่เยี่ยมตั้งแต่ต้น แต่จะมีวิธียืนยันกับผู้บริโภคอย่างไรว่าสินค้าของเราเป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม ดร.กิตตินันท์ จึงหยิบยกเรื่องฉลากสิ่งแวดล้อม (Environmental Labeling) มาแบ่งปัน
แนวคิดเรื่องการใช้ระบบฉลากสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภค ที่ยั่งยืนได้ถูกเผยแพร่และนำมาใช้อย่างกว้างขวาง โดยแต่ละประเทศจะมีกลไกและคณะกรรมการคอยกำกับดูแล ซึ่งมาตรฐานด้านฉลากสิ่งแวดล้อม จะมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อที่ธุรกิจจะได้เปิดเผย ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ
เขาขยายความว่า ปัจจุบันฉลากสิ่งแวดล้อมมี 3 ประเภท โดย ประเภทแรก เมืองไทยคุ้นเคยดีก็คือ "ฉลากเขียว" ฉลากสิ่งแวดล้อมที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ เพื่อบอกว่าผลิตภัณฑ์ของเราเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเรียกว่าเป็นการรับรองที่ แข็งขันที่สุด เป็นมาตรฐานระดับประเทศ
ประเภทที่สอง เป็นระบบการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมผ่านฉลากที่รับรองโดยผู้ผลิตเอง โดยอาจเป็นข้อความ รูปภาพ หรือ สัญลักษณ์ ที่มีการบ่งชี้ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการนั้นๆ
ปิดท้ายกับประเภทที่ 3 เป็นฉลากที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต พูดง่ายๆ คือ ไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่บอกว่าตลอดเส้นทางผลิตภัณฑ์ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมไปมากแค่ไหนแล้ว ซึ่งในไทยมีแล้ว คือ คาร์บอนฟุตพรินท์
"ตอนนี้เราพยายามส่งเสริมกลไกการรับรองตัวเอง หรือฉลากสิ่งแวดล้อมประเภท 2 ซึ่งต่างประเทศมีการใช้กันเยอะมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่น ในไทยก็มีอย่าง SCG Eco Value เป็นความน่าเชื่อถือที่ผู้บริโภคมีให้กับบริษัท แม้ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่มีผลทางสังคม ซึ่งถ้าบริษัทปิดบังข้อมูล ให้ข้อมูลเป็นเท็จ สังคมจะลงโทษเอง อย่างผู้บริโภคอาจร่วมมือกันไม่ซื้อสินค้า ผู้ขายเอาสินค้าออกจากเชลฟ์ เรียกว่าแค่นี้ก็สามารถปิดกิจการได้เลย เป็นกลไกที่น่าสนใจ และผู้ประกอบการรายย่อยก็สนใจที่จะใช้ตัวนี้เพิ่มขึ้น"
สำหรับ ดร.กิตตินันท์ สลากสิ่งแวดล้อมก็เสมือน "ใบผ่านทาง" ที่ธุรกิจสามารถนำมาปกป้องตัวเองได้
ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการแสดง "ความจริงใจ" ของผู้ประกอบการที่จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ทำตัว Green แต่ภายนอก แต่ต้องเป็นมาจากข้างใน และเป็นไปตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์
ธุรกิจในยุคนี้ ที่อยากปูทางสู่ตลาดอินเตอร์ และสร้างความยั่งยืนสู่ธุรกิจ เขาสรุปไว้สั้นๆ ว่า...
"ไม่แค่ฟังเสียงลูกค้า แต่ต้องฟังเสียงของสิ่งแวดล้อมด้วย"
อีกหนึ่งแนวคิดการทำธุรกิจสู่ความยั่งยืน ที่ต้องไม่ใส่ใจทั้ง "กำไร ผู้คน และโลก" |
| |
|
| |
|
|
|